โครงการพระจอมเกล้าศึกษา
โฉมหน้าใหม่ของการศึกษาไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔
รวบรวมและเรียบเรียงโดย สมปอง พงษ์ไมตรี และสุภาพ กลิ่นเรือง

การศึกษาของไทยในสมัยโบราณก่อนการเข้ามาของอิทธิพลตะวันตก เป็นการศึกษาแบบจารีต (Tradition Education) โดยมีรูปแบบการศึกษาที่สำคัญ ๓ ขั้นตอน คือการศึกษาอักขรวิธี การบวชเรียน และการศึกษาวิชาเฉพาะ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับสถานภาพทางสังคมของผู้รับการศึกษา ได้แก่ ชนชั้น และเพศ
การศึกษาของไทยหลังการเข้ามาของอิทธิพลตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีมิชชันนารีจากหลายๆ องค์กรต่างเดินทางมาในประเทศไทยอย่างมากมายโดยมีจุดหมายแรกคือ การเผยแพร่ศาสนาแก่ชาวจีนในกรุงเทพฯ และสาสนทูตเหล่านี้ก็เริ่มเดินทางออกสู่หัวเมืองภูมิภาคในเวลาต่อมา



มิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนา และวิทยาการตะวันตก
แม้ว่าคณะมิชชันนารีเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องชักจูงคนไทยให้เข้ารีตได้มากตามความตั้งใจ เห็นได้จากบันทึกความผิดหวังของนายแพทย์บรัดเลย์ (Dr. D.B. Bradley) ว่าท่านไม่สามารถชักจูงคนไทยให้เข้ารีตได้แม้แต่คนเดียว อย่างไรก็ดีคณะมิชชันนารีได้นำวิทยาการ และวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยมากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา เริ่มจากนายแพทย์บรัดเลย์ได้นำแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาไทยเข้ามาในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๙ และตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่ปากคลองบางกอกใหญ่ ส่วนใหญ่จะพิมพ์หนังสือสอนศาสนาทั้งพุทธและคริสต์ ซึ่งหมอบรัดเลย์ได้ออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์ภาษาไทย ชื่อ “บางกอกรีคอร์เดอร์” ต่อมาออกหนังสือรายปีเป็นภาษาอังกฤษชื่อ “บางกอกกาเล็นเดอร์” อันเป็นแบบอย่างของการทำหนังสือพิมพ์ไทยในสมัยต่อมา และเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการอ่าน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะยังทรงสมณเพศพระองค์สนพระทัยศึกษาสรรพวิชาการต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะวิทยาการชาติตะวันตก ทรงตั้งโรงพิมพ์ภาษาไทยของคนไทยเป็นแห่งแรกที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อพิมพ์คำสอนในพระพุทธศาสนาและหนังสือราชการ นอกจากนั้นยังทรงศึกษาภาษาต่างชาติ คือภาษาลาตินจากสังฆราชปัลเลอกัวซ์ และศึกษาภาษาอังกฤษกับอาจารย์ เจสซี่ แคสแวน มิชชันนารีอเมริกันที่วัดบวรนิเวศวิหาร
ความรู้ในภาษาอังกฤษที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงศึกษานั้นนับได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญเปิดประตูไปสู่ความรู้วิชาอื่นๆ การศึกษาที่เริ่มเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ ๔ จากที่มีลักษณะจารีตลักษณ์ (Traditional Society) หรือลักษณะแบบเดิม ที่ดำเนินสืบมากลายเป็นแบบนวลักษณ์ (Modern Society) หรือลักษณะแบบใหม่ตามแบบตะวันตกที่เริ่มแพร่ขยายอิทธิพลเข้ามาและเป็นแบบใหม่ตามลักษณะแบบไทย

โฉมหน้าใหม่ของการศึกษาไทย
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ สังคมไทยกำลังเปลี่ยนไปหลังจากได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะ เรื่องการศึกษาของชนชั้นสูงที่ตื่นตัวเรียนวิทยาการและภาษาจากชาติตะวันตกมากขึ้นด้วยเห็นความจำเป็น โดยเฉพาะรัชกาลที่ ๔ ทรงมีพื้นฐานความรู้ทางภาษาและวิทยาการตะวันตกเป็นอย่างดีจากการศึกษาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงสมณเพศ อีกทั้งยังทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาภาษาต่างประเทศ ด้วยทรงเห็นว่าการศึกษาภาษาต่างประเทศจะเป็นด่านแรกที่จะเข้าถึงวิทยาการต่างๆ ของชาติตะวันตก โรงเรียนตะวันตกเกิดขึ้นพร้อมกับการมาของครูฝรั่งที่เข้ามาสอนในพระบรมมหาราชวัง และมิชชันนารีที่เปิดโรงเรียนสอนลูกชาวบ้าน
การศึกษาในพระราชสำนัก จากบันทึกของหมอบรัดเลย์ (สยามสามสมัยจากสายตาหมอบรัดเลย์) วันก่อนที่เจ้าฟ้าจะทรงลาผนวช พระองค์โปรดให้มิชชันนารีโปรเตสแตนต์ที่ทรงสนิทสนมมาเป็นปีๆ เข้าเฝ้า ในระหว่างการเข้าเฝ้า พระองค์ตรัสอย่างไม่ถือพระองค์และให้รู้เป็นการภายใน สิ่งที่พระองค์ตรัสทำให้ความหวังที่จะเห็นสยามรุ่งเรืองในอนาคตฟื้นคืนมาอีก พระราชดำรัสที่ทำให้เราหูผึ่งก็คือ พระราชดำรัสที่จะให้มีชั้นเรียนขนาดใหญ่ให้หนุ่มสยามได้ศึกษาภาษาอังกฤษอย่างดี และจะทรงโปรดให้มีโรงเรียนมัธยมขึ้นในบางกอก ที่สอนทั้งภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์จากตะวันตกด้วย
เมื่อรัชกาลที่ ๔ เสด็จขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ทรงเริ่มดำเนินการตามนั้นภายในหกเดือน หลังขึ้น ครองราชย์ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้อย่างน้อยๆ ก็พระประยูรญาติให้ได้รับการศึกษาแบบที่เดียวกับราชสำนักในยุโรป


พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ
(สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)
พระโอรสและพระหลานเธอในพระบรมวงศานุวงศ์
ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ กับนายฟรานซิล ยอร์ช แพตเตอร์สัน
จากพระราชนิพนธ์พระประวัติตรัสเล่า ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นโอรสองค์ที่ ๔๗ แห่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีใจความตอนหนึ่งว่า “….เริ่มต้นที่ล้นเกล้าฯ จะทรงทำนุบำรุงพวกเราให้ได้รับความรู้ ทรงตั้งโรงเรียนภาษาอังกฤษขึ้นที่ตึกแถวริมประตูพิมานชัยศรี ด้านขวามือหันหน้าออก มีนายฟรานซิล ยอร์ช แพตเตอร์สัน เป็นครูสอน อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เช้าสอนเจ้านายกับพวกเราและหม่อมเจ้าบ้าง บ่ายสอนข้าราชการที่เป็นทหารมหาดเล็ก เราเข้าเรียนมาตั้งแต่เปิดโรงเรียน ครั้งนั้นเรามีอายุราว ๑๒ ปี ครูพูดไทยไม่ได้สอนอย่างฝรั่งเจี๊ยบ หนังสือเรียนใช้แบบฝรั่ง ที่สุดจนแผนที่ก็ใช้แผนที่ยุโรปสำหรับสอน เรารู้จักแผนที่ของเมืองฝรั่งก่อนเมืองไทยเราเอง คิดเลขก็ใช้มาตราอังกฤษ เรารู้นิสัยฝรั่งจากหนังสือเรียน ….”
นอกจากนี้ ตามบันทึกของ ดร. เฮ้าส์ (Haws) พ.ศ. ๒๓๙๔ ทรงโปรดให้กลุ่มมิชชันนารีส่งสตรีในคณะมิชชันนารีไปสอนภาษาอังกฤษแก่พระราชธิดาและพวกสตรีในวังหลวง สตรีมิชชันนารีที่ทำหน้าที่สอนพวกสตรีในวังหลวง คือนางแดน บรัดเลย์ นางเอส แมททูน และนางจอร์น เทเลอร์โจน ไปสอนภาษาอังกฤษในพระราชสำนัก เป็นเวลา 3 ปี



สตรีมิชชันนารี ประกอบด้วยภรรยาหมอบรัดเลย์ (Mrs.Bradley) ภรรยาหมอแมททูน (Mrs.Matton) ภรรยาหมอโจนส์ (Mrs.Jones) มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและความรู้ทั่วไปแก่กุลสตรีในวังระหว่างปี พ.ศ.๒๓๙๔-๒๓๙๗
อย่างไรก็ดี การที่ได้มีมิชชันนารีเข้าไปสอนหนังสือถึงในพระบรมมหาราชวัง ก็พอนับได้ว่าเป็นโรงเรียนสตรีแห่งแรกในประเทศไทย เพราะมีจำนวนนักเรียนถึง 30 คน และมีครูช่วยกันถึงสามคน แต่เป็นโรงเรียนหลวงมิใช่โรงเรียนราษฎร์ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงโปรดให้ก่อตั้งขึ้นมา และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่สตรีไทยได้เริ่มศึกษาภาษาอังกฤษกัน ซึ่ง ดร. เฮ้าส์ (Haws) บันทึกว่า “…การสอนหนังสือชาววังนี้เป็นงานให้การศึกษาชาววังเป็นครั้งแรกในต่างประเทศ และกล่าวว่าจุดนี้เป็นการเริ่มต้นให้การศึกษาแก่ สตรีชาววังอย่างเป็นทางการ…”

ครูผู้หญิงชาวอเมริกันสอนหนังสือเด็กไทย
มีครูคนไทยเป็นผู้ช่วย


สตรีในโรงเรียนมิชชันนารีสมัยรัชกาลที่ ๔ ในชั้นเรียนที่ภรรยา
หมอเฮาส์สอนหนังสือ สอนตัดเย็บ และการซักรีดเสื้อผ้า

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๐๔ โปรดเกล้าให้จ้างนางแอนนา เลียวโนเวนส์ (Anna Leonowens) ชาวอังกฤษ มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ให้แก่พระโอรสและพระธิดา ทรงให้ตั้งโรงเรียนขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้พระราชโอรสและพระราชธิดาและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ได้ศึกษาภาษาอังกฤษ และต่อมาทรงโปรดให้ศึกษาวิชาการแขนงต่าง ๆ กว้างขวางขึ้น อาทิ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ นับเป็นการวางรากฐานการศึกษาแบบใหม่ขึ้น
ภาพเขียนลายเส้นเด็กชาย เด็กหญิงในโรงเรียนคริสตังแห่งหนึ่ง
กำเนิดโรงเรียนแบบสากล
สถาบันการศึกษาที่เป็นระบบแตกต่างกับสถาบันการศึกษาแบบเดิมของไทย ที่มีอยู่ในวัด ในวัง อยู่เป็นอันมาก เพราะจะเป็นสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรค่อนข้างแน่นอนชัดเจนว่าจะสอนอะไรบ้าง มีกำหนดเวลาเรียน มีการจ้างครูมาทำการสอน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนให้มิชชันนารีอเมริกันตั้งโรงเรียนขึ้น เพื่อให้การเพื่ออบรมสั่งสอนให้คนไทยมีความรู้ในภาษา วรรณคดี และวิทยาการของตะวันตก ผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาสมัยใหม่ในระยะแรกของไทย คือคณะมิชชันนารีอเมริกัน ในส่วนของการศึกษาภายในโรงเรียนของมิชชันนารีพึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเกิดโรงเรียนที่เป็นระบบแบบสากลขึ้น และนับว่าเป็นการก้าวสู่การศึกษาแบบสมัยใหม่ที่มีระบบการเรียนการสอนที่เป็นพื้นฐานของการการศึกษาในสมัยต่อมา
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๓๙๕ ต่อมาได้รวมกับโรงเรียนของซินแส กี เอ็ง ก๊วยเซียน ซึ่งเป็นชาวจีนที่นับถือนิกายโปรเตสแตนส์ โรงเรียนนี้รับนักเรียนชายล้วน มีครูใหญ่เป็นคนไทย และสอนด้วยภาษาไทย
ตามบันทึกของหมอเฮ้าส์ เดือนสิงหาคม ๒๓๙๙ มีความตอนหนึ่งว่า “โรงเรียนของเราได้ขยายออกไปมาก มีหลายคนมาสมัครเรียนภาษาอังกฤษ เป็นบุตรชายคนหัวปีของอัครมหาเสนาบดี ได้มาเรียนกับมิสซิสมัตตูน สม่ำเสมอ เป็นเด็กฉลาด อายุ ๗ ปี ในหลวงทรงขอร้องให้ข้าพเจ้าสอนเจ้านาย ๒ องค์ คือ พระราชนัดดาอายุ ๑๖ ปี อีกองค์หนึ่งเป็นนัดดาของในหลวงองค์ก่อน อายุ ๑๑ ปี และได้ทรงสั่งให้เด็กชาย ๑๒ คน ซึ่งเป็นบุตรของพวกมหาดเล็ก มาเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนของเรา โดยเป็นนักเรียนไปกลับ ต้องสร้างโรงเรียนไม้ไผ่ขนาดใหญ่ขึ้นทางหลังบ้านของเรา”

คริสเตียนบอยสกูล กุฎีจีน เป็นโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกของเมืองไทย

ปัจจุบันคือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
ต่อมาเมื่อกิจการของโรงเรียนขยายตัวออกไป สถานที่ตั้งโรงเรียนก็ได้ย้ายไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใหม่ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลสำเหร่ ชื่อโรงเรียนสำเหร่บอยคริสเตียนไฮสกูล ต่อมาย้ายมาอยู่ที่ตำบลสีลม เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” นับเป็นโรงเรียนแห่งแรกของไทย ที่มีอายุยืนนานที่สุดอยู่ในประเทศไทยขณะนี้


โรงเรียนราษฎร์สำหรับนักเรียนสตรีแห่งแรกของเมืองไทย ซึ่งคณะมิชชันนารีอเมริกันได้ตั้งขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ ปัจจุบันคือ โรงเรียนอรุณประดิษฐ์
โรงเรียนอรุณประดิษฐ์ เป็นโรงเรียนราษฎร์สำหรับนักเรียนสตรีแห่งแรกในประเทศไทย ได้กำเนิดขึ้นที่เมืองเพชรบุรี เมื่อเดือนเมษายน ๒๔๐๘ โดยนาง เอส.จี.แมคฟาร์แลนด์ (Mrs. S.G. McFarland) เป็นผู้จัดตั้งขึ้น เดิมชื่อโรงเรียนอรุณสตรี
การศึกษาในระยะเริ่มแรกนั้น นอกจากเรียนหนังสือแล้ว แหม่มแมคฟาร์แลนด์ยังได้ฝึกสอนวิชาเย็บปักถักร้อยให้แก่เด็กๆ เหล่านี้ด้วย และครั้นเมื่อพวกมิชชันนารีได้นำจักรเย็บผ้ารุ่นแรกเข้ามาใช้ในเมืองไทยแล้ว แหม่มแมคฟาร์แลนด์ก็ได้นำจักรเย็บผ้านั้น มาฝึกสอนให้ลูกศิษย์ของตนรู้จักใช้กันมากขึ้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการสอนวิชาตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยจักรขึ้นในเมืองไทย จนในครั้งนั้นเพชรบุรีได้มีสมญาว่า “เมืองแห่งจักรเย็บผ้า” (Sewing Machine Town) โรงเรียนนี้ก็เลยได้ชื่อว่า เป็นโรงเรียนหัตถกรรม หรือโรงเรียนอุตสาหกรรม และนับว่าเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาสอนวิชาตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับสตรีแห่งแรกในประเทศไทย
การศึกษาต่อต่างประเทศ
ในระยะหลังความนิยมที่จะเล่าเรียนภาษาและวิชาการต่าง ๆ จากพวกมิชชันนารีโดยส่วนตัวดูจะแพร่หลายขึ้น ทั้งในกลุ่มเจ้านายและสามัญชนโดยทั่วไป ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากการขยายตัวทางการค้าหลังการทำสนธิสัญญาบาว์ริงใน พ.ศ. ๒๓๙๘ นั่นเอง การติดต่อกับพ่อค้าชาวต่างประเทศมีกว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับเป็นการเจริญรอยตามพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่โปรดคนรู้ฝรั่ง ทรงพระราชดำริว่า ผู้ใดมีสติปัญญาก็ควรจะเอาเข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้วย และผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษจะมีโอกาสให้เข้ารับราชการใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทได้ไม่ยาก จากความนิยมในการศึกษาแบบใหม่ทำให้การส่งนักเรียนไทยไปเรียนต่างประเทศมีมากขึ้น โดยนักเรียนไทยที่ทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปศึกษา ณ ต่างประเทศคณะแรก ซึ่งเดินทางไปพร้อมคณะทูตไทยไปอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐ มี ๒ คน คือ นายทด บุนนาค บุตรพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค)และนายเทศ บุนนาค (เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ) บุตรสมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ทั้งสองได้รับการฝากฝังให้กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษจัดให้ศึกษาในโรงเรียนราชวิทยาลัยที่กรุงลอนดอน แต่ปรากฏว่าเมื่อคณะทูตเดินทางกลับ นักเรียนทั้งสองก็กลับโดยไม่ทราบเหตุผล
นักเรียนที่บิดามารดาส่งออกไปเอง และได้กลับมารับราชการในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มี ๓ คนซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้บันทึกไว้ คือ
- พระยาอัครราชวราทร (หวาด บุนนาค) รับราชการเป็นหลวงวิเศษพจนการกรมท่า
- พระยาอรรคราชวราทร (เนตร) ไปศึกษาที่ประเทศสิงคโปร์ รับราชการเป็น ขุนศรีสยามกิจ ผู้ช่วยกงสุลสยามที่เมืองสิงคโปร์ แล้วเลื่อนเป็น หลวงศรีสยามกิจ ตำแหน่งไวส์กงสุลสยามที่เมืองสิงคโปร์
- เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ไปศึกษาประเทศอังกฤษ รับราชการในตำแหน่ง นายราชาณัตยนุหารหุ้มแพรวิเศษในกรมอาลักษณ์พนักงานเชิญรับสั่งไปต่างประเทศ และทรงใช้สอยในหน้าที่ราชเลขานุการภาษาอังกฤษจนตลอดรัชกาล

เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค)

พระยาอรรคราชนารถภักดี (หวาด บุนนาค)
นอกจากนี้ยังมีนักเรียนอีก ๓ คนซึ่งออกไปศึกษาที่ยุโรปและกลับเข้ารับราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ
- เจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค) บุตรเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ได้เล่าเรียนวิชาทหารปืนใหญ่จากอังกฤษ นับเป็นคนแรกที่สำเร็จวิชาทหารจากยุโรป
- เจ้าพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค) บุตรเจ้าพระยาภาณุวงษ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ศึกษาที่ประเทศอังกฤษ
- หลวงดำรงสุรินทร์ทรฤทธิ์ (บิ๋น บุนนาค) บุตรเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส

เจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค)

เจ้าพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค)
จากบันทึก “ชุมนุมพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ” มีสามัญชนได้เล่าเรียนภาษาและมีโอกาสติดตามมิชชันนารีไปศึกษาวิชาแพทย์ที่อเมริกา ได้ประกาศนียบัตรเป็นแพทย์กลับมาเมืองไทย และได้เข้ามารับราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ “นายเทียนฮี้ “รับราชการในตำแหน่งพระยาสารสินสวามิภักดิ์

พระยาสารสินสวามิภักดิ์ (เทียนฮี้ สารสิน)
การศึกษาดูงานต่างประเทศ
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงปรับปรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญทันสมัยอย่างอารยประเทศ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร ไปดูงานการปกครองและบำรุงบ้านเมืองของอังกฤษที่สิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔ นอกจากนั้นยังส่งข้าราชการออกไปศึกษาวิชาเฉพาะอย่างที่พระองค์ต้องการอีกด้วย เช่น ส่งขุนมหาสิทธิโวหาร ออกไปดูงานการพิมพ์ และหมื่นจักรวิจิต ไปฝึกหัดการซ่อมนาฬิกา เป็นต้น

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุประดิษฐ์
กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
(ช่วง บุนนาค)
จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมการศึกษาแบบตะวันตกเป็นอันมาก ทั้งการศึกษาภายในประเทศและการศึกษาต่างประเทศ โดยวิธีการส่งนักเรียนออกไปศึกษาและดูงานต่างประเทศ รวมทั้งมีผู้ขวนขวายศึกษาหาความรู้จากมิชชันนารีบ้าง ติดตามมิชชันนารีออกไปศึกษาต่างประเทศบ้าง หรือบิดามารดาส่งออกไปด้วยทุนส่วนตัวบ้าง ผู้ที่เดินทางออกไปศึกษาต่อต่างประเทศเหล่านี้ ได้กลับเข้ามารับราชการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกือบทั้งสิ้น
การส่งเสริมการเรียนรู้นอกระบบ
นอกจากการศึกษาในรูปแบบที่เป็นระบบแล้ว ยังมีการเผยแพ่รความรู้สมัยใหม่ให้แก่ราษฎรได้เข้าใจ ตามหลักวิชาซึ่งมีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ของคนในสังคม ได้แก่ ด้านวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรงทรงเผยแพร่ความรู้สมัยใหม่ให้แก่ราษฎร ได้เข้าใจตามหลักวิชา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ของคนในสังคม ที่เคยมีความรู้ความเชื่อกันแต่เดิมมาแตกต่างไปจากความรู้ใหม่ที่เผยแพร่ในขณะนั้น ได้แก่ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยให้ความรู้ว่าเป็นการเกิดขึ้นตามการหมุนเวียนของธรรมชาติ มิใช่การกระทำของเทวดาหรือภูตผีปีศาจ ดังเช่นฝนแล้งหรือฝนชุก เพราะขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ มิใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ ทรงแนะนำว่าหากกลัวฝนแล้งให้หาภาชนะเก็บน้ำไว้ใช้และให้รีบทำนาในช่วงที่ยังมีฝนชุกอยู่ เพื่อได้มีผลผลิตไว้บริโภคตลอดทั้งปี เหลือส่งขายมีรายได้เพิ่ม มีเงินใช้ในหน้าแล้ง ส่วนการเกิดสุริยุปราคาสามารถอธิบายได้ด้วยระบบการโคจรหมุนเวียนของโลก ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ มิใช่เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ ดังที่เคยเชื่อกันมา ด้วยเหตุนี้ทำให้พระองค์ทรงทำนายการเกิดสุริยุปราคาที่ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแม่นยำ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับ ณ เกยหน้าพลับพลาที่ประทับ โปรดให้ฉายพระรูป กับคณะแขกเมือง ณ ค่ายหลวงบ้านหว้ากอ
วิธีการนี้นับว่าช่วยปรับปรุงลักษณะนิสัยจากความเชื่อเดิมของคนไทยได้ผล อีกทั้งเป็นการให้ความรู้แบบใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์ไปด้วยพร้อมกัน ซึ่งเป็นการวางรากฐานการศึกษาวิทยาศาสตร์ตามหลักวิชาที่สำคัญในสังคมไทยต่อมา

แท่นพิมพ์แรกของหมอบรัดเลย์ที่นำเข้ามาใช้ในเมืองไทย
ด้านการพิมพ์ คนไทยคนแรกที่ริเริ่มกิจการพิมพ์หนังสือขึ้นคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะที่ยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎและยังทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงเห็นประโยชน์ของหนังสือ ในเมื่อคณะมิชชันนารีพิมพ์หนังสือเผยแพร่ศาสนาคริสต์ พระองค์ทรงดำริให้ใช้การพิมพ์เผยแพร่ศาสนาพุทธ จึงโปรดฯ ให้สั่งเครื่องพิมพ์มาตั้งที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงพิมพ์หนังสือบทสวดมนต์ด้วยอักษรอริยกะ เป็นต้น
ในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ หนังสือบางกอกคาเลนเดอร์ของหมอบรัดเลย์ระบุว่า “…โรงพิมพ์ของเจ้าฟ้าใหญ่มีแท่นพิมพ์ ๑ แท่น ตัวพิมพ์อักษรไทย ๑ ชุด ตัวพิมพ์อังกฤษ ๒ ชุด และตัวพิมพ์ภาษาบาลี ๒ ชุด สิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นภาษาบาลี และกล่าวว่าเป็นโรงพิมพ์แห่งแรกของไทย…”

บทสวดมนต์ตัวอักษรอริยกะ มงคลสูตร
ในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชย์สมบัติ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพิมพ์ขึ้นอีกแห่งหนึ่งในบริเวณพระราชวังชั้นกลาง เป็นตึกสองชั้นพระราชทานชื่อว่า โรงพิมพ์อักษรพิมพการ ซึ่งเป็นโรงพิมพ์หลวงทำหน้าที่เป็นโรงพิมพ์แห่งชาติโรงแรก ในพ.ศ. ๒๔๐๑ ได้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจานุเบกษาอันเป็นหนังสือพิมพ์ของราชการฉบับแรก สำหรับบอกข่าวคราวในราชสำนักและเก็บความจากประกาศของราชการต่าง
ส่วนโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ก็มิได้ถูกกีดกัน แต่กลับได้รับการนับถือว่าเป็นบิดาของโรงพิมพ์ทั้งหลาย และยังได้รับพระราชทานลิขสิทธิ์เป็นครั้งแรกของเมืองไทยให้พิมพ์แบบเรียนภาษาไทย เช่น หนังสือจินดามณี ประถม ก กา ประถมมาลา และตำราวิชาการอื่นๆ เช่น วิชาช่าง และวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อออกจำหน่าย เป็นต้น
การนำเทคโนโลยีการพิมพ์เข้ามาใช้ในเมืองไทย นับเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งในการแพร่หลายความรู้ต่างๆ สู่สาธารณะชนอย่างกว้างขวางในรูปแบบใหม่ คือ เริ่มเปลี่ยนแปลงความรู้แบบ “มุขปาฐะ” มาเป็นการเผยแพร่ความรู้ด้วยภาษาเขียน เป็นรูปลายลักษณ์อักษร และการแพร่หลายของความรู้ที่จำกัดเฉพาะราชสำนักหรือในหมู่ข้าราชการสู่สาธารณะชนมากขึ้น จึงเป็นการเผยแพร่ความรู้ไปสู่ประชาชนให้กว้างขวาง นับว่าเป็นการนำเอาการศึกษาของไทยเดิมมาประกอบเข้ากับวิทยาการของมิชชันนารีฝรั่งที่นำเข้ามา สร้างความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาของไทยได้เร็วขึ้นไปอีก แบบเรียนภาษาไทยที่พัฒนาขึ้นมาและจ้างพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์คงใช้ในการสอนภาษาไทยที่โรงเรียนของมิชชันนารีด้วย

กล่าวได้ว่าการยอมรับการศึกษาภาษาอังกฤษและอารยธรรมตะวันตกของรัชกาลที่ ๔ เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าต่อการศึกษาของประเทศ ระบบการศึกษาดั้งเดิมของชาติที่สืบต่อกันมาหลายศตวรรษได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวใหม่ที่ละเล็กละน้อยแต่บัดนั้นเป็นต้นมา การส่งคนไปเรียนต่างประเทศเพื่อนำวิชาการแบบใหม่มาปรับปรุงงานด้านต่าง ๆแม้ว่าจะยังจำกัดอยู่เฉพาะขุนนาง และข้าราชการชั้นสูง แต่ก็เป็นการวางรากฐานในการพัฒนาคนเพื่อเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ซึ่งจะมีการแบ่งแยกหน่วยงานที่หลากหลายและต้องการผู้มีความรู้เฉพาะด้านมากขึ้นในเวลาต่อมา
พระองค์มีภารกิจมากมาย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเต็มไปด้วยความยากลำบาก และอยู่ในภาวะล่อแหลมจากแผนการล่าอาณานิคม แต่พระองค์ก็ทรงดำเนินการต้านกระแสคลื่นยักษ์ของการล่าเมืองขึ้นได้สำเร็จ ทรงวางรากฐานการปฏิรูปและการพัฒนาประเทศชาติ แต่เนื่องด้วยทรงมีเวลาเพียง ๑๗ ปี ในช่วงที่ทรงครองราชย์ ทั้งยังต้องทรงใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้วิทยาการต่างๆ ด้วยพระองค์เองอยู่นานหลายปี ขณะที่พสกนิกรชาวไทยยังไม่มีการศึกษามากนัก สถานการณ์บ้านเมืองจึงยังไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ หากแต่พระองค์ทรงพยายามวางรากฐานทางการศึกษา ทรงโน้มน้าวให้ประชาชนยอมรับวิทยาการแผนใหม่และมีเหตุผลมากขึ้น พระราชภารกิจหลายอย่างจึงมามีสัมฤทธิผลในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสของพระองค์เป็นส่วนใหญ่